5 สิ่งที่เปลี่ยนแนวคิดไปอย่างสิ้นเชิงหลังเรียน

Rescue 3 International - Swiftwater and Flood Rescue Technician - Advanced Water

A Simplified Solo Traveller

10/10/20251 min read

5 สิ่งที่เปลี่ยนแนวคิดไปอย่างสิ้นเชิงหลังเรียน Rescue 3 International - Swiftwater and Flood Rescue Technician - Advanced Water

1. การช่วยเหลือที่ปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกล้าหรือทักษะส่วนบุคคล แต่ขึ้นอยู่กับระบบ “System” ที่ดี

ใน Swiftwater Rescue เรามักให้ความสำคัญกับการว่ายน้ำให้เก่ง การเข้า Eddie ให้ได้ และการกล้าที่จะโดดลงไปในน้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจริงๆ มันเอาชนะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง พละกำลังของน้ำมันมหาศาล ดังนั้น ความเก่งของคนที่ว่ายน้ำเก่งคนเดียว ไม่สามารถทำให้ภารกิจสำเร็จและป้องกันอุบัติเหตุได้

หัวใจคือ Safety through System ควรมีระบบที่ดี (ที่คิดมาแล้ว) เพื่อให้ทุกการเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้การควบคุม มันไม่ใช่แค่การจัดคนไปดู upstream downstream แต่มันรวมถึงการประเมินสถานการณ์อย่างเป็นขั้นตอน การจัดลำดับความเสี่ยงของปฏิบัติการแต่ละรูปแบบ ความเข้าใจบทบาทแต่ละตำแหน่งของทีม การมี Backup Plan การมีอุปกรณ์ที่พร้อมและการสื่อสารที่ชัดเจน

ทุกการช่วยเหลือควรเน้นที่ Team Rescue ไม่ใช่ Individual Effort

2. การว่ายเข้าไป ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ

ใน Swiftwater Rescue เราต้องสามารถที่จะเอาชีวิตรอดในกระแสน้ำได้ อ่านน้ำเป็น เข้าใจ Hydrology เข้า Eddie ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลให้เราต้องฝึกฝนการว่ายน้ำในกระแสน้ำ แต่ปัญหาที่พบคือ การมีภาพจำในการโดดน้ำก่อน ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเลือกวิธีการช่วยเหลือที่เสี่ยงที่สุด แทนวิธีที่ปลอดภัยที่สุด “Reach - Throw - Row - Go” ก่อนจะ Go ควรจะประเมินภาพรวมก่อน เพราะการโดดลงไปเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด ถ้าจำเป็นต้องทำ ควรมี Backup เช่น Upstream Spotter, Downstream Safety, Rope Tether, Backup Plan A, B, C

สิ่งที่สำคัญกว่าการว่ายเก่ง คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ไม่ควรลงน้ำ และรู้จักใช้กระแสน้ำให้เป็นประโยชน์ การควบคุมสถานการณ์จากบนฝั่ง สำคัญไม่แพ้การลงไปอยู่ในน้ำ

3. กับดักความชะล่าใจ คือการฝึกในน้ำที่ง่ายเกินไป

หลายคนที่เคยฝึกกับน้ำในนครนายกบ่อยๆ จะพบว่าน้ำไม่แรงมาก ว่ายได้ ปลอดภัยดี เพราะเป็น Class 2-3 แต่นี่คือกับดักของความชะล่าใจที่หลายคนไม่รู้ตัว น้ำ Class 3 ของนครนายกที่ดูง่าย อาจจะคนละเรื่องกับ Class 3 ที่ภาคเหนือ หรือในอเมริกา ที่ไหลอันตรายกว่าหลายเท่า การที่เราฝึกกับน้ำที่เป็นมิตรช่วยให้ฝึกได้อย่างปลอดภัย แต่การฝึกกับน้ำที่แรง จะทำให้เราได้เห็นพลังที่แท้จริงของน้ำและความน่ากลัวของมัน

น้ำที่แรง สอนเราได้โดยไม่ต้องพูด ทักษะบางอย่าง เช่น Tensioned Diagonal, V lower, Y lower, Boat Tether System เมื่อเราทำในน้ำที่เบา เราจะเห็นแค่เชือกที่ขึงตึง ดูไม่ยากมาก แต่พอทำในน้ำที่แรงมากๆ มันคนละเรื่องเลย เรารู้สึกได้เลยว่าเชือกกำลังแบกรับพลังน้ำมหาศาล ทุกองศาที่เปลี่ยนแปลง การวาง Anchor มีผลต่อระบบหมด ทุกจังหวะต้องใช้ทีม 3-4 คนในการประสาน การใช้แรงอย่างมีระบบสำคัญกว่าการออกแรงมาก น้ำที่แรงจะตอกย้ำว่าทำไมเราถึงต้องแม่นทฤษฎี

นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไม Instructor ถึงให้มาฝึกต่อที่ ศูนย์ฝึกกีฬาเรือพายราชนาวี น้ำแรงมาก Class 3-4 ได้เลย

เพราะมันสอนให้เราเคารพพลังของน้ำ อย่างแท้จริง น้ำไม่เคยอันตราย จนเราประมาทมัน

4. หลักการกู้ภัย มีระบบ มาตรฐาน และหลักการที่พิสูจน์ได้ในทุกขั้นตอน

ทักษะที่ถูกนำมาใช้ มีข้อมูลและหลักงานวิจัยรองรับทั้งสิ้น มันจึงปลอดภัย และตอบคำถามของเราได้ มาตรฐานคือ เส้นที่เราวางไว้ เพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน “การกู้ภัยที่ดีไม่ใช่เรื่องของการจดจำขั้นตอน แต่คือการเข้าใจว่าทำไมทุกขั้นตอนถึงสำคัญ”

5. ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ เราไม่ได้เรียนเพื่อลงไปว่ายน้ำ แต่เพื่อให้เข้าใจคนที่อยู่หน้าสุดของเหตุการณ์

นี่คือ Prehospital Medicine “การเข้าถึง” คือจุดเริ่มต้นของการรักษา ไม่ใช่การ ”รอ” ให้ผู้ป่วยมาถึง

การจะเข้าถึงอย่างปลอดภัย ก็ต้องเข้าใจขั้นตอนการช่วยอย่างมีระบบ บุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจด้านกู้ภัย จะเป็นทรัพยากรสำคัญของทีม ที่จะสนับสนุน Rescuer ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเข้าไปไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไร้บทบาท

เราสามารถให้คำแนะนำ Medical Advice ในการประเมินผู้ป่วยจากระยะไกลได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะช่วย Incident Commander และ Rescuer ในการเลือกวิธีเข้าช่วยที่เหมาะสม เตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้ล่วงหน้า บ่อยครั้งที่แค่มองโหงวเฮ้ง เราก็สามารถประเมินลักษณะและความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ เช่นประเมิน appearance, level of conscious, respiration หรือการบาดเจ็บอื่น มีบาดแผล กระดูกหัก ฯลฯ

เราสามารถเตรียมระบบการแพทย์ให้พร้อมเมื่อผู้ป่วยเข้าฝั่ง เพื่อให้เส้นต่อของการรักษาไม่สะดุดหรือล่าช้า “Seamless” มีการให้คำแนะนำทีมว่าเมื่อผู้ป่วยมาถึงต้องประเมินขั้นไหนก่อน มีอุปกรณ์ที่พร้อม มีจุดรับส่งผู้ป่วยที่ชัดเจน มีการประสานงานไปที่ปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ

Medical Synchronization with Rescue คือการรักษาที่เดินไปพร้อมกับภารกิจกู้ภัย

การเข้าใจภาพรวมและเทคนิคกู้ภัย จะทำให้การดูแลผู้ป่วยเฉพาะเจาะจง และแม่นยำมากขึ้น ทำให้ Team Dynamic ราบรื่นและปลอดภัย

ดังนั้น โจทย์ที่ต้อง Take home กลับไปหลังจากคอร์สนี้คือ "ฉันจะเป็นทีม Medical ที่เข้าใจและช่วย Support Rescuer ให้ดีที่สุดได้อย่างไร ?"